


|
อย่างไรก็ดี ถ้านับกันจริงๆ แล้ว "ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ" จะไม่ใช่ภาควิชาที่ 5 ที่เปิดสอนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่เป็นภาควิชาที่ 6 เนื่องเพราะในปี พ.ศ.2474 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้เปิดสอนหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์สาขาช่างอากาศ ตามความต้องการของตลาดวิศวกรในขณะนั้น คือ ทางกองทัพอากาศต้องการวิศวกรที่จะสามารถทำงานด้านอากาศยานโดยตรง เพราะกองทัพอากาศมีโครงการที่จะสร้างเครื่องบินขึ้นใช้ในกองทัพอากาศเอง คือ โครงการสร้างเครื่องบินแบบบริพัตร มีการส่งคนไปศึกษาวิชาการด้านอากาศยานในต่างประเทศ และคณะวิศวฯ ก็ได้ผลิตบัณฑิตรองรับโครงการดังกล่าว ในระยะต่อมาโครงการสร้างเครื่องบินใช้ในกองทัพอากาศเกิดหยุดชะงัก เป็นเหตุให้ทางคณะวิศวฯ เลิกสอนสาขาวิชาวิศวกรรมช่างอากาศไป
|
|
เหตุที่เปิด "หลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหการ"ก็เพราะว่า ช่วงหลังปี พ.ศ.2480 เป็นระยะเวลาที่ประเทศไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้เริ่มทำอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อผลิตสินค้าที่จำเป็นขึ้นใช้เองภายในประเทศ เป็นการพึ่งพาตัวเอง อุตสาหกรรมที่รัฐและเอกชนเริ่มดำเนินการมีตัวอย่างเช่น โรงงานกระดาษที่จังหวัดกาญจนบุรี โรงงานผลิตปูนซิเมนต์ที่บางซื่อ โรงงานแบตเตอรี่ของกองทัพเรือ โรงงานน้ำตาล โรงต้มกลั่นสุราหรือโรงเหล้า โรงทอกระสอบ เป็นต้น อุตสาหกรรมของรัฐนั้นเป็นรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานราชการ วิศวกรที่จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในขณะนั้นมีทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมเครื่องกล และวิศวกรรมเหมืองแร่ ซึ่งก็ยังไม่เหมาะที่จะไปทำงานในโรงงานดังกล่าว คณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงได้เปิดสอนวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ เพื่อให้บัณฑิตที่จบออกไปสามารถทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมได้ หลักสูตรตอนเริ่มเปิดสอนนั้นคล้ายกับของภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลในปีที่ 1-3 แต่จะแตกต่างกันมากในปีที่ 4 นิสิตภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการในช่วงนั้นจะเรียนกรรมวิธีการผลิต โดยเฉพาะกรรมวิธีการผลิตทางเคมี (Chemical Process) ของการผลิตต่างๆ และต้องเรียนพื้นฐานทางเคมีในปีที่ 1 และปีที่ 2 หากพิจารณาดูแล้ววิศวกรรมอุตสาหการในช่วงนั้นไม่ใช่วิศวกรรมเครื่องกลและไม่ใช่วิศวกรรมเคมี แต่หลักสูตรหวังที่จะสร้างวิศวกรให้ออกไปทำงานในโรงงาน โดยต้องรู้เรื่องเครื่องจักรกลต่างๆ และกรรมวิธีที่ใช้ในการผลิต
|
|
หลังจากปี พ.ศ.2485 แล้ว "หลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหการ" ได้มีการจัดการต่อมา แต่มีผู้สนใจเรียนมากบ้างน้อยบ้าง (ไม่ถึงกับต้องปิดไปชั่วคราว) หลังปี พ.ศ.2496 ได้มีบัณฑิตที่จบภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลมาเรียนต่อระดับปริญญาในภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการมากขึ้น โดยเรียนต่ออีก 1 ปี เมื่ออุตสาหกรรมการผลิตเปลี่ยนไป การบริหารการผลิตก็เปลี่ยนไปด้วย วงการอุตสาหกรรมต้องการบุคคลากรที่รู้เรื่องอื่นๆ ด้วย นอกเหนือจากกรรมวิธีการผลิต เช่น ต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต รู้เรื่องการบริหารจัดการ รู้เรื่องการปรับปรุงการผลิต เป็นต้น ในปี พ.ศ.2496 คณะวิศวฯ จุฬาฯ ได้มีการพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหการไปในแนวใหม่ โดยส่งอาจารย์จำนวนหนึ่งไปศึกษาต่อในต่างประเทศ
|
|
หลังปี พ.ศ.2502 หลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหการแบ่งแยกอย่างชัดเจนเป็น 2 สาขา คือ "อุตสาหการโรงงาน" (Industrial Plant Engineering) และ "อุตสาหการเคมี" (Industrial Chemical Engineering) นิสิตที่เลือกเรียนในสาขาทั้งสองนี้แต่ละปีจะแตกต่างกัน บางปีมีนิสิตเลือกเรียนสาขาอุตสาหการเพียงคนเดียว หลังปี พ.ศ.2504 มีนิสิตเลือกเรียนสาขาทั้งสองสาขาวิชามากขึ้น โดยเฉพาะสาขาอุตสาหการเคมี เพราะมีผู้ได้รับอนุปริญญาจากคณะวิทยาศาสตร์ที่ทางคณะวิศวฯ รับเข้าเรียนปริญญา วศ.บ. เลือกเรียนกันมาก (ในปี พ.ศ.2502 คณะวิทยาศาสตร์ ได้มีการปรับหลักสูตรปริญาตรีจากเดิมเรียน 4 ปี เป็นหลักสูตร 5 ปี ผู้ที่เรียน 3 ปี แล้วได้คะแนนไม่ถึง 70% จะได้รับอนุปริญญา ถ้าคะแนนเกิน 70% จึงจะได้เรียนต่อระดับปริญญา คณะวิศวฯ ได้รับผู้จบอนุปริญญาวิทยาศาสตร์เข้าศึกษาต่อหลักสูตรปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ.2505 โดยเลือกเรียนได้ทุกภาควิชา มิใช่ให้เรียนเฉพาะภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ แต่ก็มีผู้เลือกเรียนสาขาอุตสาหการเคมีมากกว่าอย่างอื่น) ในปี พ.ศ.2518 สาขาอุตสาหการเคมีได้แยกออกไปเป็น "ภาควิชาวิศวกรรมเคมี" (Chemical Engineering)
|
|
|
"หลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหการ" ได้มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หลักสูตรของภาควิชาฯ มีการเน้นทางด้านการจัดการมากขึ้น เพราะการบริหารงานผลิตปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก งานบริการการผลิตมิใช่จะรู้แต่เพียงเรื่องการรมวิธีการผลิตอย่างเดียว ต้องรู้เรื่องอื่นๆ ที่เป็นเทคโนโลยีการบริการการผลิตใหม่ๆ ด้วย ปัจจุบันอุตสาหกรรมจะเน้นในเทคโนโลยีการบริหารการผลิตมากขึ้น ฉะนั้นหลักสูตรสาขาวิศวกรรมอุตสาหการต้องปรับให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่ใช้ในอุตสาหกรรม ภาควิชาฯ ยังต้องรับผิดชอบงานสอนส่วนหนึ่งในวิชาพื้นฐานของนิสิตชั้นปีที่ 1-2 ต้องดูแลห้องปฏิบัติการ หรือโรงงานสำหรับนิสิตฝึกงาน
|




|
ปัจจุบัน ภาควิชาฯ มีการจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก มีบัณฑิตที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ ปีละประมาณ 80-90 คน หลักสูตรปริญญาโท ภาคปรกติ เริ่มเปิดสอนในปี พ.ศ.2516 หลักสูตรปริญญาโทที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยวอร์ริก (Warwick University) แห่งประเทศอังกฤษเปิดสอนในปี พ.ศ.2539 และหลักสูตรปริญญาเอกเริ่มเปิดสอนในปี พ.ศ.2542 การบริหารงานทางวิชาการของภาควิชาฯ ได้มีการจัดแบ่งกลุ่มกันเป็นการภายใน เพื่อให้อาจารย์ที่มีความถนัดในแต่ละทางได้รวมตัวกันในด้านการเรียนการสอน การค้นคว้าวิจัย และการให้คำปรึกษาแนะนำแต่ภาคอุตสาหกรรม กลุ่มวิชาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มวิศวกรรมการผลิต (Manufacturing Engineering) กลุ่มการวิจัยดำเนินงาน (Operations Research) กลุ่มการจัดการทางวิศวกรรม (Engineering Management) และกลุ่มวิศวกรรมความปลอดภัยและการยศาสตร์ (Safety Engineering and Ergonomics) ในแต่ละปีมีนิสิตระดับปริญญาตรีเลือกเรียนภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการเป็นจำนวนมาก ทั้งนิสิตชายและนิสิตหญิง
"ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ" ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001-1994 เป็นภาควิชาแรกและภาควิชาเดียวของคณะวิศวฯ ในปี พ.ศ.2541
นับตั้งแต่ก่อตั้ง จวบจนปัจจุบัน มีหัวหน้าภาควิชาฯ รวม 11 ท่าน คือ
- ศาสตราจารย์ หลวงอนุสาสน์ยันตรกรรม
- ศาสตราจารย์ พล.อ.จ.มหิดล หงสกุล
- ศาสตราจารย์ สนิท นาคเกษม
- ศาสตราจารย์ นิทัศน์ ประกาศวุฒิสาร
- รองศาสตราจารย์ พ.ต.เสรี ยูนิพันธ์
- รองศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ตัณฑสุทธิ์
- รองศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ริจิรวนิช
- รองศาสตราจารย์ จรูญ มหิทธาฟองกุล
- ศาสตราจารย์ ดร.ศิริจันทร์ ทองประเสริฐ
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เหรียญ บุญดีสกุลโชค
- รองศาสตราจารย์ ดำรงค์ ทวีแสงสกุลไทย
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มานพ เรี่ยวเดชะ
|